ข่าวประชาสัมพันธ์บทความและความรุ้

สังเกตและดูแล อาการเด็กนอนกรน

Kidnario — 8 พฤศจิกายน 2561 14:27


ภาวะการนอนกรนในเด็ก ที่ดูว่าน่าจะเป็นปัญหาเล็ก ๆ แต่ความจริงแล้วเป็นปัญหาที่อันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยมาก เพราะเด็กที่มีภาวะนอนกรน เสี่งต่อการเป็นเด็กสมาธิสั้น, พฤติกรรมก้าวร้าว, เรียนรู้ช้า และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้


สาเหตุที่พบบ่อย

การสั่นสะเทือนของโครงสร้าง ระบบทางเดินหายใจ คือลิ้นไก่ และเพดานอ่อนที่ทำให้เกิดเสียงกรน อาการแน่นจมูกเรื้อรัง หรือเป็นโรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ เด็กที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน จนทำให้ไขมันรอบคอ กดทับทางเดินหายใจ และในเด็กที่มีความผิดปกติ ของโครงกระดูกหน้าโดยกำเนิด เช่น เด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง นอกจากนี้ก็ยังอาจเกิดจากพันธุกรรม ที่พ่อหรือแม่ของเด็ก มีอาการนอนกรนมาอยู่แล้วด้วยเช่นกัน

วิธีการสังเกตความผิดปกติ

  1. ฟังเสียงกรนของลูก เมื่อลูกหลับแล้วว่ามีเสียงกรนแบบขาด ๆ หาย ๆ หรือมีการหยุดหายใจไปชั่วขณะหรือเปล่า
  2. มีอาการสะดุ้งตื่นหลังเสียงกรน หรือเสียงกรนดังเฮื้อก เหมือนคนขาดอากาศหายใจ สังเกตว่ารอบริมฝีปากมีสีเขียวคล้ำหรือไม่
  3. ตอนช่วงกลางวัน เด็กมีอาการง่วงนอนเหมือนนอนไม่พอ หงุดหงิดง่าย ซนมาก ปัสสาวะรดที่นอนบ่อย ๆ และพฤติกรรมเปลี่ยนไปโดยรวดเร็ว
  4. เหงื่อออกง่าย และหายใจเหนื่อยหอบตอนหลับ หน้าอกบุ๋ม คอบุ๋ม และท้องโป่ง

แนวทางในการดูแลเบื้องต้น

  1. ปรับการนอน โดยให้เด็กเข้านอน และตื่นนอนเป็นเวลาสม่ำเสมอ ในรายที่มีโรคอ้วนร่วมด้วย ก็ให้ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายเป็นประจำ
  2. เด็กมีอาการน้ำมูกไหล ซึ่งน้ำมูกจะยิ่งเข้าไปอุดตัน ทำให้เด็กหายใจทางจมูกลำบาก ให้จัดการโดยการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและหลีกเลี่ยงอาหารที่จะทำให้น้ำมูกเพิ่มขึ้น
  3. ทำความสะอาดสถานที่, ห้องนอน, ผ้าปูที่นอน และผ้าห่ม ของใช้ในบ้านทุกชนิด ที่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองกับจมูกอยู่บ่อย ๆ เพื่อป้องกันการเพิ่มของเชื้อที่มากับฝุ่น
  4. ถ้าเด็กมีอาการกรนมากขึ้น ให้จับเด็กนอนในท่าตะแคง เพื่อลดอการกรนลง
  5. ในบางรายอาจต้องมีการให้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกหรือ ยารักษาอาการอักเสบของจมูก จากภูมิแพ้และต่อมทอมซิล ซึ่งต้องมีคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น
  6. ในรายที่มีอาการหยุดหายใจร่วมด้วย แนะนำให้พบแพทย์ทันที เพราะอาจจะต้องใส่เครื่องครอบ เพื่อช่วยหายใจตอนนอน เพราะเครื่องนี้จะเข้าไปช่วยเปิดทางเดินหายใจ ที่แคบให้กว้างขึ้น เพื่อป้องกันการหยุดหายใจขณะหลับ
  7. การรักษาด้วยการผ่าตัด การผ่าตัดต่อมทอมซิล และต่อมอะดีนอยด์ ถือว่าปลอดภัยที่สุด ภาวะในการแทรกซ้อนต่ำ และมีภาวะการติดเชื้อหลังผ่าตัดน้อยมาก ไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อภูมิคุ้มกัน แพทย์ส่วนใหญ่จึงมักแนะนำวิธีการรักษานี้ แก่เด็กที่มีอาการกรนหนัก ๆ
  8. การรักษาในแบบอื่น ๆ เช่น การจัดฟัน หรือการการใช้เครื่อง CPAP เพื่อรักษาโรค และอาการแทรกซ้อนชนิดอื่น ๆ
  9. ดูแลสุขภาพทั่ว ๆ ไป งดดื่มน้ำเย็นและของเย็น อย่าให้ลมโดนหน้าอกมากจนเกินไป ถ้าโดนฝนหรือจำเป็นต้องไปว่ายน้ำ ควรรีบเช็ดตัวให้แห้ง, ใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่น และก่อนนอนควรอาบน้ำอุ่นเพื่อทำให้จมูก และระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้น
  10. อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ ควรให้เด็กดื่มน้ำเยอะ ๆ ระหว่างวัน เพื่อให้ร่างกายได้ดูดซับน้ำไว้ใช้ในตอนนอน เพราะตอนนอนจมูก และเพดานจะแห้งลง จนทำให้เกิดเสียงกรนได้ง่ายขึ้น

การวินิจฉัยของแพทย์

  1. ตรวจหาตำแหน่งการอุดกั้น ของระบบทางเดินหายใจ ที่ทำให้เกิดการนอนกรน โดยศัลยแพทย์ หู คอ จมูก จะทำการซักประวัติการนอนกรน และอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น โรคประจำตัว ประวัติการใช้ยา น้ำหนัก และส่วนสูง เพื่อนำมาคำนวนมวลของร่างกาย ตรวจวัดความดันโลหิต และตรวจลักษณะโครงสร้างใบหน้า และกราม รวมทั้งการใช้กล้องส่องขนาดเล็ก ตรวจดูทางเดินหายใจช่วงบน ตั้งแต่จมูกไปถึงหลอดลมใหญ่
  2. เอ็กซเรย์ศีรษะด้านข้าง เพื่อตรวจดูความกว้าง ของระบบทางเดินหายใจ และตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด ระบบหายใจ และคุณภาพในการนอนของเด็ก ขณะที่เด็กกำลังหลับอยู่
  3. แพทย์จะใช้เครื่องมือขนาดเล็ก ติดตัวเด็กไว้ขณะหลับ โดยไม่ไปรบกวนการนอนของเด็ก  ทำให้สภาพแวดล้อมรอบข้าง เหมือนปกติที่สุด หลังจากนั้นแพทย์ก็จะเก็บข้อมูล การนอน การหายใจ ตลอดจนการทำงานของสมอง หัวใจ และระดับออกซิเจนในเลือด บันทึกไว้ แล้วนำข้อมูลไปวิเคราะห์ ดูว่าเด็กมีปัญหาการกรนมากน้อยแค่ไหน 
  4. รักษาจากสาเหตุของการกรน เช่น รักษาจมูกอักเสบ จากอาการภูมิแพ้, รักษาต่อมทอมซิล และต่อมอะดีนอยด์ให้เป็นปกติหรืออาจผ่าตัดทิ้งไปเลยก็ได้ การผ่าตัดนี้เรียกว่า Adenotonsillectomy

การนอนกรน ไม่ได้เกิดแค่กับผู้ใหญ่เท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็ก และเป็นอันตรายได้ไม่แพ้กับผู้ใหญ่เลย และในบางรายการผ่าตัด ก็ไม่สามารถช่วยให้การหายใจดีขึ้นได้  ถึงการกรนจะดีขึ้นจนอาจหายดี แต่สภาวะการหยุดหายใจ ในช่วงหลับอาจไม่หายไปด้วย เพราะฉะนั้น หลังการพาตัดควรที่จะพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อรับการทดสอบอีกครั้ง นอกจากนี้ก็ควรดูแล และรักษาสุขภาพโดยส่วนตัวเด็กให้แข็งแรง ทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ก็จะทำให้อาการต่าง ๆ ของโรคดีขึ้นได้


หากสนใจหาพี่เลี้ยงเด็ก สามารถติดต่อสอบถามปรึกษาเรื่อง พี่เลี้ยงเด็กพี่เลี้ยงฟิลิปปินส์ ได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.kidnario.com
Facebook : https://www.facebook.com/KiDNARIO


คำค้น: พี่เลี้ยงฟิลิปปินส์, พี่เลี้ยงเด็ก